• รายละเอียด
  • Detail
  • 詳情

สมาคมฯชวนชิล : แช่บ่อน้ำแร่ร้อน นอนดูหมอกเมืองใต้ จ.ระนอง

 ยอดผู้ชม 2,395 ครั้ง

    ช่วงปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้เชื่อว่าทุกท่านคงอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปสัมผัสกับบรรยากาศสายฝนพร่ำๆ กลุ่มหมอกจางๆ ป่าไม้สีเขียวชอุ่ม กลิ่นหอมของไอดินผสมกลิ่นไอฝนช่างเป็นอโรมาเธอราพีชั้นดีที่ไม่มีขายในเมืองหลวง ถ้าพูดถึงเมืองฝนแล้ว “สมาคมฯชวนชิล” ก็นึกถึง “จังหวัดระนอง” จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองฝนแปดแดดสี่” หรือ “เมือง 5 น้ำ” ซึ่งนอกจากน้ำฝนแล้ว จังหวัดระนอง ยังมี น้ำตก น้ำแร่ น้ำกร่อย และ น้ำทะเล เป็นจังหวัดที่คงความสมบูรณ์และความสวยงามทางธรรมชาติ หากคุณอยากกอดหมอกเมืองใต้ จังหวัดระนองถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

วันที่1 

     เริ่มต้นเช้าที่สดใส จากถนนสายพะโต๊ะ-ระนอง เขาว่ากันว่าถนนสายนี้มีทัศนียภาพที่สวยงาม เห็นจะจริง เพราะนั่งรถชมวิวทิวทัศน์จนเพลิน เผลออีกที แสงแดดก็เริ่มจางหาย กลายเป็นสายหมอกที่ปกคลุมอยู่บนยอดเขาน้อยใหญ่ สายฝนโปรยปรายให้ความชุ่มช่ำ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงเมืองระนองเป็นที่เรียบร้อย

 

    

 

     จุดแรกที่จะแวะคือ “ภูเขาหญ้า” เนินเขาขนาดย่อมที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าสีเขียว มีเส้นทางราบให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมทัศนียภาพ สามารถมองเห็นธรรมชาติได้ 360องศา    “ภูเขาหญ้า” แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ภูเขาหญ้าสองสี” หากมาในช่วงฤดูฝนทุ่งหญ้าจะมีสีเขียวชอุ่ม หากมาในช่วงฤดูร้อน ทุ่งหญ้าจะเป็นสีทองเหลืองอร่าม ตามฤดูกาล และที่       น่าประทับใจยิ่งไปกว่านั้น จาก”ภูเขาหญ้า” สามารถมองเห็น “น้ำตกหงาว” สายน้ำที่กระโจนลงมาจากยอดเขาสูง โดยช่วงที่มีน้ำมากที่สุดคือเดือนมิถุนายน และช่วงที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวมากที่สุดคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน - เมษายน  ถือได้ว่าเป็นไฮไลท์ของจังหวัดระนองที่คุณไม่ควรพลาด

 

  

 

     หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ขับรถมุ่งสู่ตัวอำเภอเมือง เพื่อชม “พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง)”  พระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักและไม้ตะเคียนทอง จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมจังหวัดระนองของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 (พ.ศ.2433) , พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 (พ.ศ.2452) และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7 (พ.ศ.2471) ภายในจัดแสดง ห้องบรรทมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชั้น3 ,ห้องพระราชินี จำนวน6ห้อง บริเวณชั้น2 จากทางสะพานเชื่อมที่ประทับจะเป็นอาคารแปดเหลี่ยมอาคารท้องพระโรง ด้านหน้ามีรูปปั้นการร่อนแร่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวระนองในอดีต บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และดอกไม้นานาพันธุ์ที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนย้อนให้นึกถึงเวลาของวันวาน

 

  

 

     ใกล้กับกับพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ศูนย์รวมจิตใจของชาวระนองนั่นคือ “หอพระเก้าเกจิอาจารย์” เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนของพระคณาจารย์ทั้ง 9 องค์ ประกอบด้วย หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้,หลวงพ่อบรรณ วัดอุปนันทาราม,หลวงพ่อจันทร์ วัดจันทราราม,พระครูอุดมคุณาจารย์ (รื่น คมภีโร) วัดสุวรรณคีรีวิหาร หลวงพ่อเบี้ยว วัดธรรมวุธาราม,หลวงพ่อติ๋ว สุวรรโณ,หลวงพ่อน้อย วัดหาดส้มแป้น,หลวงพ่อลอย วัดปากน้ำ และหลวงพ่อนุ้ย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชาวจังหวัดระนอง นักท่องเที่ยว หรือข้าราชการผู้บริหารงานเมือง ก็ต้องมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลและความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองในชีวิต

     เดินทางท่องเที่ยวกันมาครึ่งวันก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน “สมาคมฯชวนชิล” ขอแนะนำ “ร้านโรงกลวง” หรือ “ร้านถอดรองเท้า”  ร้านอาหารพื้นเมืองเจ้าดั้งเดิม ชื่อแปลกหู แต่รสชาติอาหารอร่อยถึงพริกถึงขิง เหตุที่ชื่อร้านโรงกลวง เพราะร้านนี้ตั้งอยู่ในชุมชนโรงกลวง ใกล้ๆบริเวณจวนเจ้าเมืองเก่าระนองนั่นเอง ส่วนชื่อร้านถอดรองเท้านั้น มาจากบริเวณหน้าร้าน เป็นพื้นปูนขัดมันเงาสะอาด ผนวกกับร้านอาหารแห่งนี้เป็นบ้านของเจ้าของร้านด้วย เมื่อลูกค้ามาทานอาหารจึงต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าตามธรรมเนียม แต่ปัจจุบันอนุโลมให้ใส่รองเท้าเข้าได้ เหลือไว้เพียงชื่อร้านที่สร้างความฉงนแก่ผู้มาเยือน ถือได้ว่าเป็นจุดดึงดูดอย่างหนึ่งของร้านนี้  

   

 

     สำหรับเมนูเด็ดก็ต้องยกให้ “แกงส้มปลากะพงใส่ยอดมะพร้าวอ่อน” เครื่องแกงตำเองผสมผสานกับยอดมะพร้าวอ่อนหวานกรอบและปลากะพงสดเนื้อแน่น แกล้มด้วย “ปลาทรายทอดขมิ้น” ที่ทอดกรอบจนทานได้ทั้งตัว และที่ขาดไม่ได้ “ผักเหลียงผัดไข่” ซึ่งสูตรพิเศษของร้านนี้คือใส่วุ้นเส้นลงไปผัดด้วยอร่อยถูกปากมากๆ ตบท้ายด้วย “ยำผักกูด” ผักกูดสดๆคลุกเคล้ากับน้ำยำสูตรดั้งเดิมเพิ่มเติมเครื่องทะเล ปลาหมึกและกุ้งลงไป อร่อยจนลืมอิ่มเลยค่ะ

 

      

 

     พักเบรกเติมพลังกันเป็นที่เรียบร้อย เที่ยวกันต่อที่ “บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน” บ่อน้ำร้อนชื่อดังแห่งเมืองระนอง จุดหมายปลายทางของผู้รักสุขภาพที่ต้องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วยธาราบำบัด ไฮไลท์ของที่นี่คือ บ่อพ่อ บ่อแม่ และ บ่อลูกสาว เป็นบ่อน้ำร้อนอุณหภูมิสูง น้ำใสและไม่มีกลิ่นกำมะถัน ทั้ง3บ่อ นอกจากนี้ยังมีสระบ่อน้ำร้อนอีกหลายจุดให้ใช้บริการ ทั้งบ่อแช่เท้าและบ่อแช่ตัว รวมถึงจุดนวดผ่อนคลายเพื่อสุขภาพ และหากต้องการความเป็นส่วนตัว มีโซนบ่อน้ำร้อนเสียค่าบริการ 40 บ. ต่อท่าน ไม่จำกัดเวลา แถมวิวด้านหลังเป็นสะพานไม้และธารน้ำตก บอกเลยว่า จ่ายหลักสิบแต่ได้ความดีต่อใจในราคาหลักล้าน

 

  

 

      เส้นทางเดียวกันสามารถไป “วัดหาดส้มแป้น” วัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดระนอง ชมเจดีย์ทรงหกเหลี่ยมที่สันนิษฐานว่ามีอายุกว่า100ปี กราบสักการะขอพรรูปเหมือน “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” พระเกจิที่ชาวระนองและชาวเมืองใต้ทุกจังหวัดให้ความเคารพมาก ขับรถต่อไปอีกไม่ไกลประมาณ 3 กิโลเมตรก็ถึง “ระนองแคนยอน” สถานที่ท่องเที่ยวท่ามกลางหุบเขาแต่เดิมเคยเป็นเหมืองแร่เก่า ภูเขาโดยรอบถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตา และยังเป็นที่อาศัยของปลาหลากหลายสายพันธุ์จำนวนมาก สามารถให้อาหารปลาได้ เหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และไม่มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม

 

    



 

วันที่2

 

    

 

     สวัสดีเช้าวันที่สอง ณ เมืองระนอง สภาพอากาศยังคงชุ่มช่ำไปด้วยหยาดฝน เลยคิดว่าอากาศแบบนี้แช่น้ำอุ่นๆคงจะวิเศษ “บ่อน้ำแร่พรรั้ง” บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบและใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ บ่อน้ำแร่ตั้งอยู่ริมธารน้ำตกใสสะอาด เมื่อแช่น้ำร้อนในบ่อเสร็จ สามารถลงแช่น้ำตกเย็นๆ ปรับอุณหภูมิในร่างกายได้เลย บ่อน้ำแร่พรรั้ง มีบ่อน้ำร้อนสำหรับยืนตักอาบอยู่ 4 บ่อ มีอ่างน้ำแร่ให้แช่อีก 3 บ่อ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องสุขา ที่จอดรถ ร้านอาหาร และบ้านพัก เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองระนองที่อยากนำเสนอ

 

  

 

     เส้นทางกลับ เราเลือกถนนสายกระบุรี เพื่อแวะชมความสวยงามของ “น้ำตกปุญญาล” น้ำตกธรรมชาติที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี แค่เพียงชั้นที่1 ก็สวยประทับใจมากแล้ว สามารถแวะถ่ายรูปกันได้ หรือถ้าใครพลังดีอยากขึ้นไปศึกษาเส้นทางธรรมชาติที่ ชั้น2 น้ำตกโตนไม้ไผ่ และชั้น3 น้ำตกโตนต้นเฟิร์น ก็สามารถติดต่อขอเข้าชมได้ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและพรรณไม้นานาชนิด อีกทั้งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวระนองและนักท่องเที่ยว ที่นิยมมาเล่นน้ำ แวะรับประทานอาหาร กันอย่างเพลิดเพลิน 

 

    

 

     ออกเดินทางต่อมายัง “ก้อง วัลเล่ย์” แหล่งพบปะของคอกาแฟ ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้ของผู้ที่สนใจและรักกาแฟ เริ่มต้นจากการปลูก การดูแล การเก็บ การคั่ว และกรรมวิธีการปรุงรสกาแฟสูตรเฉพาะ ที่มีกลิ่นหอมรสชาติเข้มข้น เพียงก้าวแรกที่เข้ามาคุณจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของกาแฟคั่วหอมๆจากเตา แวะมาลองชิมแล้วคุณจะรู้ว่า กาแฟไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

  

 

   ปิดทริปการเดินทางครั้งนี้ด้วยของฝากขึ้นชื่อของเมืองระนอง “ซาลาเปาทับหลี” มีให้เลือกมากมายหลายร้าน แต่รับประกันความอร่อยว่าคนจอดรถแวะซื้อแน่นทุกร้านจริงๆ เอาเป็นว่าจอดแวะซื้อร้านไหนไม่มีผิดหวังแน่นอน 

     ความรู้สึกที่ได้มาเยือนจังหวัดระนองครั้งนี้ สัมผัสได้ถึงความสวยงามทางธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิตของคนที่นี่ก็เรียบง่าย แม้จะเป็นเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ความหลากหลายทางสัญชาติ ศาสนา และภาษา กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้เมืองระนองมีความน่าหลงใหลมากขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

ฝากไว้ซักนิดก่อนคิดเดินทาง

-          จังหวัดระนองเป็นเมืองฝนแปดแดดสี่ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือร่มหรือเสื้อกันฝน

-          เส้นทางถนนทั้ง สายพะโต๊ะ-ระนอง และ กระบุรี-ชุมพร ส่วนใหญ่เป็นทางโค้ง ควรขับขี่พาหนะด้วยความระมัดระวัง

-          ในฐานะผู้มาเยือนควรช่วยกันรักษาความสะอาดและร่วมกันดุแลอนุรักษ์และไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน



ติดต่อเรา

สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย

 

69/21 ชั้น 3 ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงค์วาน ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000

02-952-7898

02-952-5490

สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ (IT)

2007 ชั้น 2 ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงค์วาน ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000

02-953-5664

02-952-5490